บทที่ 4 ก่อนจะบานปลายต้องแก้ไขที่ต้นตอ
ตระกูลเจียงที่ได้ชื่อว่าหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ถูกลบชื่อหายออกไปดินแดนราวกับว่าไม่เคยมีตระกูลนี้ปรากฏในดินแดนแห่งนี้มาก่อน
แถมเรื่องราวสุดแสนคลาสสิกนี้ยังถูกอธิบายเอาไว้เพียงหนึ่งย่อหน้า
นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกไม่นานตระกูลเจียงจะต้องล่มสลายและเธอที่มาอาศัยอยู่ในร่างเจียงรั่วอี้จะต้องตาย!
ไม่ได้ ! เธอจะปล่อยให้เรื่องเลวร้ายพวกนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
ถึงจะแก้ไขเรื่องวางยาไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยหากแสดงความจริงใจออกไปมากพอไม่แน่บางทีตระกูลหลานกับตระกูลกู้อาจจะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนยอมลดโทษลงให้ก็ได้
เธอต้องรีบไปแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเธอสำนึกผิดแล้วและอยากจะขอโทษเรื่องที่ทำมาทั้งหมด!
ด้วยนิสัยของนางเอกจะต้องให้อภัยเธอแน่นอน ส่วนพระเอก...พอคิดไปถึงสีหน้าถมึงทึงของกู้เหวินซานแล้วเจียงรั่วอี้ก็ได้แต่ส่ายหัว
ชายผู้นั้น...ไม่น่าจะพูดกันรู้เรื่องนะ
ต้องเป็นหลานหมิงหมิง ต้องคุยกับหลานหมิงหมิงเท่านั้น!
ไวเท่าความคิด เจียงรั่วอี้กุลีกุจอลงจากเตียงเปิดประตูออกจากห้อง
ปัง!
กวาดสายตามองซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าทางสะดวก จึงรีบสับขาวิ่งไปทางประตูจวน
ชวิ้ง !!
ทวนสองเล่มประสานกันขวางไม่ให้เจียงรั่วอี้ออกไป
“หมายความว่ายังไง เก็บทวนของพวกเจ้ากลับไปและเปิดประตูให้ข้าเสีย”
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนยิ้มขำออกมา
“เห็นทีจะไม่ได้ขอรับ พวกข้าได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสห้ามไม่ให้คุณหนูออกจากจวนขอรับ”
“ผู้อาวุโส ? ผู้อาวุโสที่ไหน”พอพูดถึงผู้อาวุโสเจียงรั่วอี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าในตระกูลเจียงมีคนทรยศแฝงตัวอยู่!
เพราะการมีอยู่ของชายคนนี้ตระกูลเจียงจึงตกต่ำลงในเวลารวดเร็ว ! นอกจากอำนาจกดดันของสองตระกูลยังมีผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ช่วยสองตระกูลนั้นทำลายตระกูลเจียง !
เธอลืมตัวละครสำคัญคนนี้ไปได้ยังไงกันนะ ถ้าไม่ใช่ว่ามีผู้อาวุโสคนนี้คอยส่งข่าวให้คนร้ายที่จ้องจะทำลายตระกูลเจียงละก็ตระกูลเจียงไม่มีทางล่มสลายในเวลาอันสั้น!
แต่เรื่องจัดการคนทรยศคนนั้นเอาไว้ก่อน เธอต้องรีบไปแก้ไขสถานการณ์ตอนนี้และกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ไม่มีเหลือแล้วของตนเองขึ้นมา เพื่อที่หลังจากนี้จะได้เคลื่อนไหวได้สะดวกหน่อย
ดีไม่ดีอาจจะช่วยขยายเวลาการตายของเธอให้นานออกไปได้อีกสักนิด
เจียงรั่วอี้ที่คิดวิเคราะห์เสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาคนทั้งสอง
“ข้าเป็นใคร ?”
ทั้งสองคนมองมาอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าถามว่าข้าคือใคร”
“ท่านคือคุณหนูสาม”
“แล้วพวกเจ้าเป็นใคร ?”
ทั้งสองคนมองหน้ากันอีกครั้ง ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนชั่วร้ายอย่างนางถามคำถามพวกนี้กับพวกเขาทำไม
“พวกข้าคือคนที่ตระกูลเจียงรับมาเป็นศิษย์”
“ใช่ พวกเจ้าเป็นเพียงศิษย์สายนอก ส่วนข้าคือบุตรสาวคนเล็กของเจ้าตระกูล !! ข้าขอถามระหว่างข้ากับเจ้าใครกันที่มีอำนาจมากกว่า!”
สองมือเท้าสะเอวเงยหน้าจ้องหน้าทั้งสอง พยายามกดดันให้พวกเขากลัว
“ถ...ถึงจะเป็นคุณหนูแต่พวกข้าได้รับคำสั่งมาจากผู้อาวุโส”
“เหอะ! ผู้อาวุโส ! ผู้อาวุโสคนนั้นใหญ่กว่าพ่อข้าหรือไง! ไปเรียกชายคนนั้นมาพบข้า ดูสิว่าข้าจะทำอะไรเขาได้หรือไม่! และข้าก็จะฟ้องท่านพ่อด้วยว่าพวกเจ้าสองคนแสดงกิริยาไม่เคารพข้า!”
ทั้งสองคนเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว
ปกติเวลาคุณหนูโมโหมักจะลงมือทุบตี หากนำเรื่องไปฟ้อง พวกเขาย่อมไม่ได้รับการลงโทษ แต่ครั้งนี้แทนที่คุณหนูจะทำเหมือนทุกครั้งแต่กลับใช้คำพูดและบรรยากาศมาข่มขู่พวกเขา
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่คนในบ้านเหนื่อยหน่าย แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูล เมื่อเทียบน้ำหนักในใจท่านผู้นำระหว่างพวกเขากับคุณหนูแล้ว ตาชั่งย่อมเอนเอียงไปทางคุณหนูมากกว่าศิษย์สายนอกอย่างพวกเขา
เจียงรั่วอี้เห็นว่าพวกเขายังคงนิ่งเฉยจึงใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หญิงสาวยื่นมือออกมาเร็ว ๆ คว้าจับปลายทวดกระชากเข้าหาตัว
“คุณหนู!”
คิดจะดึงทวนกลับก็ไม่ทันแล้ว ปลายทวนกรีดลงบนแขนเรียวสวยเป็นทางยาวเลือดค่อย ๆ ไหลออกมา
“คราวนี้จะเปิดประตูให้ข้าได้หรือยัง”
ทั้งสองไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยองอีก รีบเปิดประตูให้เจียงรั่วอี้เดินออกไป เมื่อคนออกไปแล้วจึงรีบหันหลังกลับเข้าไปในจวนมุ่งหน้าสู่เรือนหลังหนึ่ง
